หุ้นธนาคารน่าลงทุน ปี 2026 ตัวไหนเด่น ปันผลดี พื้นฐานแข็งแรง?

หุ้นธนาคารน่าลงทุน

“หุ้นธนาคารน่าลงทุน” กลับมาเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนไทยจับตามองอีกครั้ง หลังตลาดผันผวนต่อเนื่อง และหลายคนเริ่มมองหาหุ้นที่มีทั้ง “ความมั่นคง + เงินปันผล + ราคายังไม่แพง”

แม้ปี 2026 กลุ่มแบงก์อาจไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนหุ้นเทคโนโลยี แต่จุดแข็งสำคัญคือ:

  • กำไรยังอยู่ในระดับสูง
  • ฐานทุนแข็งแรง
  • มีโอกาสจ่ายปันผลต่อเนื่อง
  • Valuation ยังไม่ตึงมาก
  • หลายธนาคารเริ่มปรับตัวสู่ Digital Banking เต็มรูปแบบ

บทวิเคราะห์หลายสำนักยังมองว่า กลุ่มธนาคารไทยยังเป็น “หุ้น Defensive” ที่น่าสนใจในช่วงดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ขาลง

Table of Contents

ทำไมหุ้นธนาคารน่าลงทุนในปี 2026

แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ดอกเบี้ย และความผันผวนของเงินทุนต่างชาติ แต่ “หุ้นธนาคาร” ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนจำนวนมากจับตามอง โดยเฉพาะในปี 2026 ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัวรอบใหม่ของเศรษฐกิจไทย

สิ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารยังน่าสนใจ ไม่ได้มีแค่เรื่อง “หุ้นปันผลสูง” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงราคาหุ้นที่ยังไม่แพง กำไรที่มีแนวโน้มฟื้นตัว และบทบาทสำคัญของธนาคารในระบบเศรษฐกิจไทย

1. ราคาหุ้นหลายตัวยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสาย Value กลับมาให้ความสนใจหุ้นธนาคาร คือ “ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง”

หลายธนาคารไทยยังซื้อขายที่ระดับ P/BV (Price to Book Value) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งหมายความว่า ราคาหุ้นในตลาดยังต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท

P/BV ต่ำ บอกอะไรนักลงทุน?

P/BV เป็นตัวชี้วัดยอดนิยมสำหรับหุ้นธนาคาร เพราะธุรกิจธนาคารมีสินทรัพย์และโครงสร้างงบดุลที่ชัดเจน การที่หุ้นซื้อขายต่ำกว่า Book Value มากเกินไป อาจสะท้อนว่า:

  • ตลาดยังประเมินความเสี่ยงสูงเกินไป
  • นักลงทุนยังไม่มั่นใจเรื่องเศรษฐกิจ
  • ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรในอนาคต

สำหรับนักลงทุนระยะยาว หลายคนมองว่านี่คือ “ส่วนลด” ที่น่าสนใจ หากธนาคารยังสามารถสร้างกำไรได้แข็งแรงต่อเนื่องธนาคารใหญ่ยังมีกำไรแข็งแรง

แม้เศรษฐกิจบางช่วงจะชะลอตัว แต่ธนาคารขนาดใหญ่ของไทยยังสามารถรักษาระดับกำไรได้ดี เพราะมี:

  • ฐานลูกค้าขนาดใหญ่
  • รายได้จากหลายธุรกิจ
  • ระบบบริหารความเสี่ยงแข็งแรง
  • เงินกองทุนในระดับสูง

ธนาคารขนาดใหญ่มักมีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุนทางการเงิน และสามารถปรับตัวตามสภาพเศรษฐกิจได้ดีกว่าธนาคารขนาดเล็ก

หลายสำนักวิเคราะห์จึงมองว่า หากเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นชัดขึ้นในปี 2026 หุ้นแบงก์อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์

นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามองหุ้นแบงก์ไทย

อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ หุ้นธนาคารมักเป็น “เป้าหมายหลัก” ของเม็ดเงินต่างชาติเมื่อ Fund Flow กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย

สาเหตุเพราะ:

  • หุ้นมีสภาพคล่องสูง
  • เป็นหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50
  • สะท้อนภาพเศรษฐกิจประเทศโดยตรง
  • มีกำไรสม่ำเสมอ

หากเศรษฐกิจโลกเริ่มนิ่ง และดอกเบี้ยเข้าสู่จุดสูงสุด หุ้นธนาคารไทยอาจกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

2. เงินปันผลยังโดดเด่น

อีกจุดแข็งสำคัญของหุ้นธนาคาร คือ “เงินปันผลสูง”

ในช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่ได้สูงมาก หุ้นธนาคารหลายแห่งยังให้ Dividend Yield ระดับ 4–8% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนหลายประเภท

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ “กระแสเงินสดระยะยาว” หุ้นแบงก์จึงยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ทำไมหุ้นธนาคารถึงจ่ายปันผลได้สูง?

ธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดค่อนข้างสม่ำเสมอ หากเศรษฐกิจไม่ได้เกิดวิกฤตรุนแรง ธนาคารมักยังมีกำไรต่อเนื่อง

เมื่อกำไรมั่นคง ธนาคารจึงสามารถ:

  • จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
  • รักษาอัตราปันผลได้ดี
  • เพิ่มปันผลเมื่อกำไรเติบโต

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนสายปันผลนิยมถือหุ้นแบงก์ระยะยาว

หุ้นธนาคารที่ถูกพูดถึงบ่อยเรื่องปันผล

หุ้นที่นักลงทุนมักพูดถึงในเรื่องเงินปันผล เช่น:

  • KBANK
    โดดเด่นด้านธุรกิจขนาดใหญ่ ฐานลูกค้ากว้าง และการเติบโตของบริการดิจิทัล
  • SCB
    มีการปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ Tech Ecosystem และยังเป็นหุ้นปันผลที่ได้รับความนิยม
  • KTB
    ได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐและฐานลูกค้าขนาดใหญ่
  • TISCO
    เป็นหนึ่งในหุ้นปันผลสูงที่นักลงทุนระยะยาวติดตามต่อเนื่อง
  • KKP
    จุดเด่นคือ Dividend Yield สูง และธุรกิจตลาดทุนที่แข็งแรง

หุ้นแต่ละตัวมีจุดแข็งต่างกัน บางธนาคารเด่นเรื่องการเติบโต บางแห่งเด่นเรื่องปันผล นักลงทุนจึงควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง

แนวโน้มดอกเบี้ย ยังส่งผลบวกต่อกำไรธนาคาร

อีกประเด็นสำคัญในปี 2026 คือเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย”

ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นหรือดอกเบี้ยทรงตัวสูง ธนาคารมักได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ที่เพิ่มขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ:

  • ธนาคารปล่อยกู้ในอัตราที่สูงขึ้น
  • รายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม
  • กำไรมีโอกาสขยายตัว

แม้ต้นทุนเงินฝากจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ธนาคารขนาดใหญ่มักบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ทำให้กำไรยังแข็งแรง

ธนาคารไทยปรับตัวสู่ยุค Digital มากขึ้น

ปัจจุบันธนาคารไม่ได้เป็นแค่ “ธุรกิจรับฝาก-ปล่อยกู้” อีกต่อไป

หลายธนาคารลงทุนด้าน:

  • Mobile Banking
  • AI และ Data Analytics
  • Digital Lending
  • Wealth Management
  • Ecosystem ทางการเงิน

การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Banking ช่วยลดต้นทุนสาขา เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ใหม่ในอนาคต

นี่คืออีกเหตุผลที่นักลงทุนบางส่วนมองว่า หุ้นธนาคารไทยอาจไม่ได้โตช้าเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ปัจจัยสำคัญที่ต้องดู ก่อนลงทุนหุ้นธนาคาร

การลงทุนในหุ้นธนาคารน่าลงทุน ไม่ได้ดูแค่ “ปันผลสูง” หรือ “ราคาถูก” เท่านั้น เพราะธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่อิงกับเศรษฐกิจโดยตรง หากเศรษฐกิจดี ธนาคารมักเติบโตได้ดี แต่ถ้าเศรษฐกิจเริ่มชะลอ ความเสี่ยงก็จะสะท้อนเข้ามาที่กำไรของธนาคารทันที

ดังนั้น ก่อนลงทุนหุ้นแบงก์ในปี 2026 นักลงทุนควรเข้าใจปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการของธนาคาร โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินเชื่อ ดอกเบี้ย และความแข็งแรงของงบดุล

1. คุณภาพสินเชื่อ (NPL) คือหัวใจสำคัญของหุ้นธนาคาร

หนึ่งในตัวเลขที่นักวิเคราะห์ติดตามมากที่สุด คือ “NPL” หรือ Non-Performing Loan ซึ่งหมายถึง “หนี้เสีย”

หนี้เสีย คือ สินเชื่อที่ลูกหนี้เริ่มผิดนัดชำระ หรือมีโอกาสสูงที่จะไม่สามารถจ่ายคืนได้ตามกำหนด

สำหรับธนาคาร เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะ:

  • ยิ่ง NPL สูง
  • ธนาคารยิ่งต้องตั้งสำรองเพิ่ม
  • กำไรสุทธิก็จะถูกกดดัน

พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้ปล่อยกู้ได้เยอะ แต่ถ้าลูกหนี้เริ่มจ่ายไม่ไหว กำไรของธนาคารก็อาจลดลงได้ทันที

ทำไมปี 2026 นักลงทุนเริ่มกังวลเรื่อง NPL มากขึ้น?

หลายบทวิเคราะห์เริ่มมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจฟื้นตัว “ไม่เร็วเท่าที่ตลาดเคยคาด”

โดยเฉพาะกลุ่ม:

  • SME
  • ธุรกิจขนาดเล็ก
  • ภาคอสังหาริมทรัพย์บางส่วน
  • ผู้บริโภคที่มีภาระหนี้สูง

เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนอาจฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนต้องจับตาว่า:

  • NPL เพิ่มเร็วไหม
  • ลูกหนี้เริ่มมีปัญหาหรือยัง
  • ธนาคารควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดีแค่ไหน

ธนาคารที่ “คุม NPL ได้ดี” มักได้เปรียบ

ไม่ใช่ทุกธนาคารจะได้รับผลกระทบเท่ากัน

บางธนาคารมีจุดแข็งเรื่อง:

  • ระบบบริหารความเสี่ยง
  • การคัดกรองลูกหนี้
  • การกระจายพอร์ตสินเชื่อ
  • ฐานลูกค้าคุณภาพสูง

ธนาคารเหล่านี้มักรักษาคุณภาพสินเชื่อได้ดีกว่าในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

นักลงทุนจึงไม่ได้ดูแค่ “NPL สูงหรือต่ำ” แต่ดูด้วยว่า:

  • แนวโน้ม NPL กำลังดีขึ้นหรือแย่ลง
  • เพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติไหม
  • ธนาคารมีแผนรับมืออย่างไร

2. แนวโน้มดอกเบี้ย มีผลโดยตรงต่อกำไรธนาคาร

อีกปัจจัยสำคัญมากของหุ้นแบงก์ คือ “ทิศทางดอกเบี้ย”

ธุรกิจธนาคารทำกำไรหลักจาก “ส่วนต่างดอกเบี้ย” หรือ NIM (Net Interest Margin)

พูดง่าย ๆ คือ:

  • ธนาคารรับฝากเงินในดอกเบี้ยต่ำ
  • แล้วปล่อยกู้ในดอกเบี้ยสูงกว่า
  • ส่วนต่างตรงนี้คือรายได้สำคัญ

ช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารมักได้ประโยชน์

ในช่วงที่ดอกเบี้ยปรับขึ้น ธนาคารมักสามารถ:

  • ปรับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นได้เร็ว
  • รายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม
  • กำไรขยายตัว

โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานเงินฝากต้นทุนต่ำ จะได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก

นี่คือเหตุผลที่ช่วงดอกเบี้ยสูง หุ้นธนาคารมักถูกมองเป็น “หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ย”

แต่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มลดลง กำไรอาจชะลอ

ในทางกลับกัน หากเข้าสู่ช่วง “ดอกเบี้ยขาลง”

ส่วนต่างดอกเบี้ยอาจเริ่มแคบลง เพราะ:

  • รายได้ดอกเบี้ยลดลง
  • การแข่งขันด้านดอกเบี้ยสูงขึ้น
  • ต้นทุนเงินฝากอาจยังลดลงไม่ทัน

ส่งผลให้กำไรบางส่วนของธนาคารถูกกดดัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนไม่ควรดูแค่ “ดอกเบี้ยขึ้นหรือลง” แต่ต้องดูว่า ธนาคารแต่ละแห่งมีความสามารถในการบริหาร NIM ดีแค่ไหน

แบงก์ที่แข็งแรง มักมีรายได้หลายทาง

ปัจจุบัน ธนาคารที่น่าสนใจ ไม่ได้พึ่งรายได้ดอกเบี้ยอย่างเดียวอีกต่อไป

หลายแห่งพยายามเพิ่ม:

  • รายได้ค่าธรรมเนียม
  • ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
  • ประกัน
  • Digital Banking
  • สินเชื่อดิจิทัล
  • บริการลงทุน

ธนาคารที่มี “รายได้หลากหลาย” มักรับมือได้ดีกว่าในช่วงดอกเบี้ยผันผวน

นักลงทุนจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ:

  • Fee Income โตไหม
  • รายได้ดิจิทัลเพิ่มหรือไม่
  • พึ่งรายได้ดอกเบี้ยมากเกินไปหรือเปล่า

3. เงินกองทุนและ Coverage Ratio คือเกราะป้องกันวิกฤต

อีกเรื่องที่นักลงทุนมืออาชีพให้ความสำคัญมาก คือ “ความแข็งแรงของงบดุล”

โดยเฉพาะ:

  • เงินกองทุน (Capital Adequacy)
  • Coverage Ratio
  • ระดับเงินสำรอง

เพราะในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ธนาคารรับความเสี่ยงไหวหรือไม่”

Coverage Ratio คืออะไร?

Coverage Ratio คือ อัตราส่วนเงินสำรอง เทียบกับหนี้เสีย

หาก Coverage Ratio สูง หมายความว่า:

  • ธนาคารกันเงินสำรองไว้มาก
  • มี Buffer รองรับปัญหาหนี้เสีย
  • รับมือเศรษฐกิจแย่ได้ดีกว่า

ตัวอย่างเช่น:

  • ธนาคาร A มี NPL 100 ล้านบาท
  • แต่ตั้งสำรองไว้ 180 ล้านบาท

แปลว่า Coverage Ratio = 180%

นักลงทุนมักมองว่า ธนาคารแบบนี้ “ปลอดภัยกว่า” ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน

5 หุ้นธนาคารน่าลงทุน ปี 2026 ที่หลายคนจับตา

1. KBANK – ธนาคารใหญ่ที่ยังโตได้

จุดเด่นของ KBANK คือ:

  • ฐานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่แข็งแรง
  • แอป K PLUS ยังมี Ecosystem ใหญ่
  • มีรายได้ดิจิทัลเติบโตต่อเนื่อง
  • Valuation ยังไม่แพงมากเมื่อเทียบอดีต

นักวิเคราะห์บางแห่งมองว่า KBANK ยังมี Upside แม้กำไรปี 2026 อาจชะลอลงเล็กน้อย

2. KTB – หุ้นรัฐที่กำลังถูกจับตา

KTB ได้ประโยชน์จาก:

  • ฐานลูกค้าภาครัฐ
  • ระบบเป๋าตัง
  • Digital Platform ของภาครัฐ
  • สินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่อเนื่อง

หลายบทวิเคราะห์เลือก KTB เป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคารปี 2026

3. SCB – เด่นเรื่องปันผล

SCB หรือ SCBX ถูกมองว่า:

  • มี Dividend Yield สูง
  • เดินหน้าธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน
  • ลงทุน Virtual Banking
  • มีโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ระยะยาว

แม้กำไรระยะสั้นอาจโตไม่แรง แต่ยังเป็นหุ้นที่สายปันผลสนใจมาก

4. BBL – หุ้นธนาคารสาย Conservative

BBL มักถูกมองว่าเป็น:

  • ธนาคารขนาดใหญ่ที่มั่นคง
  • สินเชื่อธุรกิจแข็งแรง
  • Coverage Ratio สูง
  • เหมาะกับนักลงทุนระยะยาว

จุดเด่นคือฐานทุนแข็งแรงและความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบหลายธนาคาร

5. TISCO และ KKP – หุ้นปันผลที่หลายคนชอบ

นักลงทุนสาย Passive Income มักจับตา 2 ตัวนี้ เพราะ Dividend Yield อยู่ระดับสูงต่อเนื่องหลายปี

จุดเด่น:

  • จ่ายปันผลสูง
  • ธุรกิจ Wealth และ Leasing แข็งแรง
  • เหมาะกับสายถือยาวรับกระแสเงินสด

แต่ต้องระวังความผันผวนจากสินเชื่อรถยนต์และเศรษฐกิจชะลอตัว

เปรียบเทียบหุ้นธนาคารน่าลงทุน – ธนาคารยอดนิยม ปี 2026

หุ้นจุดเด่นเหมาะกับใคร
KBANKโตด้าน Digitalนักลงทุนสายเติบโต
KTBได้แรงหนุนภาครัฐคนชอบหุ้นมั่นคง
SCBปันผลสูงสาย Passive Income
BBLงบดุลแข็งแรงนักลงทุนระยะยาว
TISCOYield สูงคนเน้นเงินปันผล
KKPปันผลเด่นสายถือกินปันผล

กลยุทธ์ลงทุนหุ้นธนาคาร ปี 2026

1. ลงทุนแบบ Core Portfolio

ใช้หุ้นธนาคารเป็น “แกนหลัก” ของพอร์ต เพราะผันผวนน้อยกว่าหุ้นเติบโต

ตัวอย่าง:

  • หุ้นธนาคาร 40%
  • หุ้นเติบโต 30%
  • หุ้นปันผลอื่น 20%
  • เงินสด 10%

2. ถือยาวกินปันผล

นักลงทุนจำนวนมากเลือกถือหุ้นแบงก์ระยะยาว เพราะ:

  • กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
  • ปันผลต่อเนื่อง
  • ธุรกิจยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

3. รอซื้อช่วง Panic

หุ้นธนาคารมักถูกขายแรงช่วงเศรษฐกิจกังวล

แต่นักลงทุนระยะยาวจำนวนมากใช้จังหวะนั้นสะสมหุ้นคุณภาพในราคาถูก

สรุปหุ้นธนาคารน่าลงทุน ปี 2026

หุ้นธนาคารไทย ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะคนที่ต้องการ:

  • ความมั่นคง
  • เงินปันผล
  • Valuation ไม่แพง
  • ธุรกิจแข็งแรง

แม้การเติบโตปี 2026 อาจไม่ร้อนแรง แต่หลายธนาคารยังมีฐานกำไรแข็งแรง และสามารถรับมือเศรษฐกิจผันผวนได้ดี

หุ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยังคงเป็น:

  • KBANK
  • KTB
  • SCB
  • BBL
  • TISCO
  • KKP

สุดท้าย นักลงทุนควรเลือกหุ้นที่เหมาะกับ “สไตล์ลงทุน” ของตัวเอง มากกว่าซื้อเพียงเพราะกระแสตลาด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหุ้นธนาคารน่าลงทุน

หุ้นธนาคารเหมาะกับการลงทุนระยะยาวไหม?

ตอบ โดยทั่วไป หุ้นธนาคาร ถือว่าเหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีความมั่นคง และมักจ่ายปันผลต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามคุณภาพสินเชื่อ กำไร และแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ

หุ้นธนาคารตัวไหนปันผลสูง?

ตอบ หุ้นที่มักถูกมองว่าให้ Dividend Yield สูง ได้แก่:

  • TISCO
  • KKP
  • SCB
  • KTB

อัตราปันผลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับกำไรและนโยบายของบริษัท

ช่วงดอกเบี้ยขาลง หุ้นธนาคารยังน่าลงทุนหรือไม่?

ตอบ แม้ดอกเบี้ยขาลงอาจกดดันกำไรบางส่วน แต่ธนาคารขนาดใหญ่ยังมีจุดแข็งด้านฐานทุน ลูกค้า และรายได้ค่าธรรมเนียม

หลายธนาคารยังสามารถสร้างกำไรได้ดี แม้ส่วนต่างดอกเบี้ยจะลดลง