วิธีเล่นหุ้นฉบับเริ่มต้น 2026 คู่มือทำกำไรสำหรับมือใหม่แบบเข้าใจง่าย
วิธีเล่นหุ้น คืออะไร? เข้าใจพื้นฐานแบบถูกต้องก่อนเริ่มลงทุน
“วิธีเล่นหุ้น” ในมุมของนักลงทุนมือใหม่ มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นหรือการเสี่ยงโชคเหมือนการพนัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเล่นหุ้นที่ถูกต้องคือ การลงทุนในธุรกิจผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างมีระบบ
เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณกำลัง “เป็นเจ้าของกิจการร่วม” ในสัดส่วนเล็กๆ และมีสิทธิ์ได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทนั้น
ตลาดหุ้นในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับของ Stock Exchange of Thailand ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด
หุ้นคืออะไร? ทำไมถึงสร้างรายได้ได้
หุ้น (Stock) คือ หลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของในบริษัท หากบริษัทเติบโต มีกำไร และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม
รายได้จากการลงทุนหุ้นมี 2 รูปแบบหลัก คือ
1. กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain)
เมื่อคุณซื้อหุ้นในราคาต่ำ และขายในราคาที่สูงกว่า ส่วนต่างนั้นคือกำไร
ตัวอย่าง:
- ซื้อหุ้น 10 บาท
- ขายที่ 15 บาท
- กำไร 5 บาทต่อหุ้น
2. เงินปันผล (Dividend)
บริษัทที่มีกำไรจะนำผลกำไรบางส่วนมาจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นเป็น “เงินปันผล” เป็นรายได้ระยะยาว
วิธีเล่นหุ้นแบบ Step-by-Step สำหรับมือใหม่
ขั้นตอนที่ 1: เปิดพอร์ตหุ้น
คุณต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ เช่น ธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์
สิ่งที่ต้องเตรียม:
- บัตรประชาชน
- บัญชีธนาคาร
- แอปโบรกเกอร์ (ใช้เทรดหุ้น)
ขั้นตอนที่ 2: โอนเงินเข้าพอร์ต
หลังเปิดบัญชีแล้ว ให้โอนเงินเข้าไปในพอร์ตเพื่อใช้ซื้อหุ้น
เริ่มต้นแนะนำ:
- 1,000 – 10,000 บาท (สำหรับมือใหม่)
ขั้นตอนที่ 3: เลือกหุ้นที่จะลงทุน
นี่คือหัวใจของ “วิธีเล่นหุ้น”
หุ้นแบ่งได้หลักๆ:
- หุ้นเติบโต (Growth Stock)
- หุ้นปันผล (Dividend Stock)
- หุ้นขนาดใหญ่ (Blue Chip)
วิธีเลือกหุ้นแบบง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่
ให้ดู 3 อย่างนี้:
- บริษัททำธุรกิจอะไร (เข้าใจง่ายไหม)
- รายได้เติบโตหรือไม่
- มีกำไรต่อเนื่องหรือเปล่า
ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์เบื้องต้น
ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ซับซ้อน แค่เริ่มจาก:
- กำไรสุทธิ (Net Profit)
- หนี้สิน
- รายได้ย้อนหลัง 3–5 ปี
ถ้าบริษัท:
- กำไรโตต่อเนื่อง = น่าสนใจ
- หนี้สูงมาก = ต้องระวัง
ขั้นตอนที่ 5: ซื้อหุ้นครั้งแรก
ในระบบจะมีคำสั่งซื้อ เช่น:
- Buy = ซื้อ
- Sell = ขาย
คุณเลือก:
- จำนวนหุ้น
- ราคาที่ต้องการ
จากนั้นกดยืนยันคำสั่ง
ขั้นตอนที่ 6: ติดตามพอร์ตลงทุน
หลังซื้อหุ้นแล้วต้อง:
- ดูราคาขึ้นลง
- ติดตามข่าวบริษัท
- วางแผนขายเมื่อถึงเป้าหมาย
ได้เลย นี่คือเวอร์ชัน “อธิบายเชิงลึกขึ้น” สำหรับใช้ทำบทความ SEO หรือโพสต์ความรู้ได้ทันที:
กลยุทธ์ วิธีเล่นหุ้น ที่มือใหม่ควรใช้

1. ลงทุนระยะยาว (Long Term Investment)
การลงทุนระยะยาว คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานดี แล้วถือไว้เป็นเวลานาน เช่น 1–5 ปีขึ้นไป โดยไม่สนใจความผันผวนระยะสั้นของตลาด
หลักการสำคัญ
- เลือกหุ้นที่มี “พื้นฐานแข็งแรง” เช่น รายได้เติบโตต่อเนื่อง กำไรสม่ำเสมอ
- มองภาพใหญ่ของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ราคาหุ้นรายวัน
- ให้เวลาเป็นตัวสร้างผลตอบแทน
ข้อดีสำหรับมือใหม่
- ลดความเครียดจากความผันผวนของตลาด
- ไม่ต้องเฝ้ากราฟทั้งวัน
- ลดโอกาสตัดสินใจผิดจากอารมณ์
ตัวอย่างแนวคิด
แทนที่จะเก็งกำไรระยะสั้น ลองเลือกหุ้นบริษัทที่คุณเชื่อว่าจะยังอยู่และเติบโตได้ในอีก 5–10 ปี เช่น กลุ่มธนาคาร เทคโนโลยี หรือพลังงานสะอาด
2. ทยอยซื้อ (Dollar Cost Averaging: DCA)
DCA คือการลงทุนแบบ “ซื้อสม่ำเสมอ” ในจำนวนเงินเท่ากันทุกงวด โดยไม่ต้องคาดเดาว่าราคาหุ้นตอนนั้นถูกหรือแพง
วิธีทำง่ายๆ
- ลงทุนเดือนละเท่าๆ กัน เช่น 1,000 / 3,000 / 5,000 บาท
- ซื้อหุ้นตัวเดิมหรือกองทุนเดิมอย่างต่อเนื่อง
- ทำต่อเนื่องทุกเดือน ไม่หยุดตามอารมณ์ตลาด
ข้อดี
- ลดความเสี่ยงจากการ “เข้าผิดจังหวะ”
- ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยไม่ผันผวนมากเกินไป
- เหมาะมากสำหรับคนเริ่มต้นที่ยังอ่านกราฟไม่เก่ง
แนวคิดสำคัญ
ไม่ต้องพยายาม “ซื้อถูกที่สุด” แต่ให้เน้น “ซื้ออย่างต่อเนื่อง” จะช่วยสร้างวินัยการลงทุนระยะยาวได้ดีกว่า
3. กระจายความเสี่ยง (Diversification)
การกระจายความเสี่ยงคือการไม่เอาเงินทั้งหมดไปลงในหุ้นตัวเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียว เพราะถ้าผิดพลาดจะกระทบทั้งพอร์ตทันที
วิธีจัดพอร์ตเบื้องต้น
- หุ้นธนาคาร: ช่วยสร้างรายได้จากเศรษฐกิจในประเทศ
- หุ้นเทคโนโลยี: เติบโตสูงในระยะยาว
- หุ้นพลังงาน / สาธารณูปโภค: มีความมั่นคงและรายได้สม่ำเสมอ
ตัวอย่างพอร์ตมือใหม่
- 40% หุ้นเติบโต (Growth)
- 30% หุ้นมั่นคง (Defensive)
- 30% หุ้นปันผลหรือสินทรัพย์ปลอดภัย
ข้อดี
- ลดความเสี่ยงจากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตกหนัก
- ทำให้พอร์ตโดยรวมมีความสมดุล
- เพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
ได้เลย นี่คือเวอร์ชัน “อธิบายเพิ่มแบบเข้าใจง่าย + ใช้ได้จริง” สำหรับมือใหม่:
เทคนิคอ่านตลาดหุ้นแบบง่าย มือใหม่ก็ใช้ได้ทันที
การอ่านตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกราฟซับซ้อนเสมอไป แต่สามารถเริ่มจาก “พฤติกรรมของคนในตลาด” ได้ ซึ่งเป็นหลักคิดพื้นฐานที่นักลงทุนมืออาชีพใช้เหมือนกัน

1. ถ้าคนกลัวมาก → ราคามักถูก (ตลาดอยู่ในช่วง Panic)
เมื่อข่าวร้ายเข้ามา หรือเศรษฐกิจดูไม่ดี นักลงทุนจำนวนมากจะเริ่ม “ขายหุ้นออก” เพราะกลัวขาดทุนเพิ่ม
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด
- ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
- คนแห่ขายมากกว่าซื้อ
- บรรยากาศเต็มไปด้วยความกลัว
โอกาสที่เกิดขึ้น
- หุ้นดีๆ อาจถูกขายจนราคาถูกกว่ามูลค่าจริง
- นักลงทุนระยะยาวมักเริ่ม “ทยอยสะสม”
หลักคิดสำคัญ “ความกลัวของคนส่วนใหญ่ มักสร้างโอกาสให้คนที่มีวินัย”
แต่ต้องระวัง: ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่ตกแล้วจะดี ควรเลือกเฉพาะบริษัทพื้นฐานแข็งแรง
2. ถ้าคนโลภมาก → ราคามักแพง (ตลาดร้อนแรงเกินจริง)
ช่วงที่ตลาดดีมาก ข่าวดีเยอะ หุ้นขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนมักเริ่ม “กลัวตกรถ” แล้วรีบซื้อ
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด
- ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเร็ว
- คนพูดถึงการลงทุนกันเยอะ
- มีการเก็งกำไรระยะสั้นมากขึ้น
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
- ราคาหุ้นอาจสูงเกินมูลค่าที่แท้จริง
- โอกาส “ซื้อแพงแล้วติดดอย” สูงขึ้น
- ตลาดอาจมีการปรับฐานในอนาคต
หลักคิดสำคัญ “ความโลภของตลาด มักเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าสัญญาณซื้อ”
3. ใช้หลัก “สวนอารมณ์ตลาด” อย่างมีสติ
แนวคิดนี้คือการไม่ตามอารมณ์คนส่วนใหญ่ 100%
วิธีใช้แบบง่าย
- คนกลัวมาก → ค่อยๆ ศึกษาและทยอยซื้อ
- คนโลภมาก → ชะลอการซื้อ และทบทวนมูลค่าหุ้น
แต่สำคัญมาก:
ไม่ใช่ “ซื้อสวนทุกครั้ง”
แต่คือ “คิดสวนอารมณ์ แต่ยึดพื้นฐานบริษัท”
ได้เลย นี่คือเวอร์ชัน “ขยายความแบบละเอียด ใช้ทำบทความ SEO ได้ทันที”:
วิธีสร้างกำไรจากหุ้นในระยะยาว
การทำกำไรจากหุ้นในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการ “เดาถูกจังหวะครั้งเดียว” แต่เป็นการสร้างระบบการลงทุนที่ทำซ้ำได้ และใช้เวลาเป็นตัวช่วยให้เงินเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญไม่ใช่การคาดเดาตลาด แต่คือ “วินัย + การเลือกสินทรัพย์ที่ดี + เวลา”

1. เลือกบริษัทที่ดี (Quality Company Selection)
จุดเริ่มต้นของกำไรระยะยาว คือการเลือกหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแรงและมีโอกาสเติบโตในอนาคต
สิ่งที่ควรมองหา
- รายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง
- ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
- ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และบริหารโปร่งใส
- ธุรกิจยังมี “อนาคต” ไม่ใช่แค่ช่วงพีคแล้ว
หลักคิดสำคัญ “คุณไม่ได้ซื้อแค่หุ้น แต่กำลังซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ”
ถ้าเลือกบริษัทดีตั้งแต่แรก โอกาสถือยาวแล้วได้ผลตอบแทนสูงจะเพิ่มขึ้นมาก
2. ถือให้นานพอ (Long Enough Holding Period)
แม้จะเลือกหุ้นดี แต่ถ้าถือไม่นานพอ ก็อาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการเติบโต
ทำไมต้องถือยาว
- ธุรกิจต้องใช้เวลาในการเติบโต
- ราคาหุ้นสะท้อนกำไรในระยะยาว ไม่ใช่รายวัน
- ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด
ตัวอย่างแนวคิด
หุ้นบางตัวอาจขึ้นช้าในปีแรก แต่เมื่อถือ 3–5 ปีขึ้นไป กำไรของบริษัทโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นมักปรับขึ้นตามพื้นฐาน
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
- ขายเร็วเพราะกลัวราคาลงระยะสั้น
- เปลี่ยนหุ้นบ่อยจนเสียโอกาสการเติบโต
3. เพิ่มทุนอย่างสม่ำเสมอ (Consistent Capital Injection)
การลงทุนระยะยาวจะมีพลังมากขึ้นเมื่อคุณ “เติมเงินเข้าไปอย่างต่อเนื่อง”
วิธีทำที่นิยม
- ลงทุนเพิ่มทุกเดือน (เช่น DCA)
- ใช้เงินออมส่วนหนึ่งเข้าพอร์ตเป็นประจำ
- เพิ่มสัดส่วนลงทุนเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น
ข้อดี
- ทำให้พอร์ตเติบโตเร็วขึ้นแบบทบต้น
- ลดความกดดันเรื่องจังหวะเข้าซื้อ
- สร้างวินัยทางการเงินระยะยาว
ได้เลย นี่คือเวอร์ชัน “ขยายความแบบเป็นแผนใช้งานจริง” สำหรับมือใหม่:
ตัวอย่างแผน วิธีเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่
แผนนี้ออกแบบมาให้เริ่มต้นได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน เน้นค่อยเป็นค่อยไป ลดความเสี่ยง และสร้างวินัยการลงทุนในระยะยาว
ช่วงเดือนที่ 1–3: ศึกษาพื้นฐาน + เปิดพอร์ตลงทุน
ช่วงแรกยังไม่ต้องรีบลงทุนหนัก เป้าหมายหลักคือ “เข้าใจตลาดหุ้นให้มากพอ” ก่อนนำเงินจริงเข้าไป
สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้
- ศึกษาคำพื้นฐาน เช่น หุ้นคืออะไร, กำไรบริษัท, ปันผล
- เรียนรู้วิธีดูราคาหุ้นเบื้องต้น
- เลือกโบรกเกอร์และเปิดบัญชีหุ้น
- ทดลองดูกราฟและข่าวเศรษฐกิจแบบไม่ต้องซื้อจริง
เป้าหมายช่วงนี้ เข้าใจภาพรวมตลาด และรู้จักความเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุนจริง
ช่วงเดือนที่ 4: เริ่มลงทุนครั้งแรก (1,000–3,000 บาท)
เมื่อเริ่มเข้าใจพื้นฐานแล้ว ให้เริ่มลงทุนจริงด้วยเงินจำนวนเล็กๆ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
วิธีเริ่มต้น
- เลือกหุ้นพื้นฐานดี 1–2 ตัว หรือกองทุนหุ้น
- ลงทุนจำนวนเล็ก เช่น 1,000–3,000 บาท
- ไม่ต้องคาดหวังผลกำไรสูงในช่วงแรก
- สังเกตความรู้สึกตัวเองเมื่อราคาขึ้น-ลง
เป้าหมายช่วงนี้ “เรียนรู้จากตลาดจริง” มากกว่าการทำกำไร
ช่วงเดือนที่ 5–12: เพิ่มทุน + ถือระยะยาว
ช่วงนี้เริ่มสร้าง “พอร์ตลงทุนจริงจัง” โดยเน้นความสม่ำเสมอมากกว่าการคาดเดาตลาด
แนวทางการลงทุน
- เพิ่มเงินลงทุนทุกเดือน (เช่น DCA)
- ถือหุ้นระยะยาว ไม่ซื้อขายบ่อย
- เริ่มกระจายการลงทุนมากขึ้น (2–5 หุ้นหรือกองทุน)
- ติดตามผลแต่ไม่ตื่นตระหนกกับความผันผวนรายวัน
สิ่งสำคัญ ตลาดขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ แต่เป้าหมายคือการเติบโตระยะยาว
ปีที่ 2: ปรับพอร์ต + เพิ่มหุ้นคุณภาพ
เมื่อมีประสบการณ์แล้ว ค่อยเริ่ม “ปรับพอร์ตให้ดีขึ้น” และเลือกหุ้นที่มีคุณภาพมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำ
- ทบทวนหุ้นที่ถืออยู่ ว่ายังดีอยู่หรือไม่
- ตัดหุ้นที่พื้นฐานไม่แข็งแรงออก
- เพิ่มหุ้นคุณภาพสูงหรือหุ้นเติบโต
- ปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยง
เป้าหมายช่วงนี้ เปลี่ยนจาก “นักลงทุนมือใหม่” เป็น “นักลงทุนที่มีระบบ”
สรุปภาพรวมแผน
- เดือน 1–3 → เรียนรู้ + เปิดพอร์ต
- เดือน 4 → เริ่มลงทุนจริงแบบเล็กๆ
- เดือน 5–12 → ลงทุนต่อเนื่อง + ถือยาว
- ปีที่ 2 → ปรับพอร์ต + เพิ่มคุณภาพการลงทุน
5 ความผิดพลาด มือใหม่เล่นหุ้น ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง รู้ก่อนเสียก่อน
การเริ่มต้นลงทุนในหุ้นไม่ยาก แต่สิ่งที่ทำให้หลายคน “ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่มเป็น” มักมาจากพฤติกรรมผิดๆ มากกว่าความไม่รู้ตลาด หากหลีกเลี่ยง 5 ข้อนี้ได้ โอกาสอยู่รอดในตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

1. เล่นหุ้นตามข่าวลือ
การตัดสินใจซื้อขายจาก “ข่าวลือ” หรือกระแสโซเชียล ทำให้คุณไม่มีข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับบริษัท ราคาหุ้นอาจขึ้นลงจากอารมณ์ระยะสั้น แต่สุดท้ายพื้นฐานบริษัทคือสิ่งที่กำหนดทิศทางจริง การตามคนอื่นโดยไม่วิเคราะห์เองจึงเสี่ยงสูงมาก
2. ใช้เงินกู้ลงทุน
การนำเงินกู้หรือเงินที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน เป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด เพราะตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หากราคาลง คุณอาจถูกบังคับขายและขาดทุนทันที ควรใช้เฉพาะ “เงินเย็น” เท่านั้นในการลงทุน
3. เทรดรายวันทั้งที่ยังไม่ชำนาญ
การซื้อขายระยะสั้นหรือ Day Trade ต้องใช้ประสบการณ์ ความเร็ว และวินัยสูง มือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจกราฟหรือจังหวะตลาด มักเสียเงินจากค่าความผันผวนและค่าธรรมเนียมโดยไม่จำเป็น การเริ่มจากระยะยาวจะปลอดภัยกว่า
4. ไม่มีแผนขายที่ชัดเจน
หลายคนซื้อหุ้นได้ แต่ไม่รู้ว่าจะ “ขายเมื่อไหร่” ทำให้ถือยาวแบบไม่มีเป้าหมาย หรือขายตอนขาดทุนเพราะความกลัว การมีแผนล่วงหน้าว่าจะขายเมื่อไหร่ เช่น กำไรถึงเป้า หรือพื้นฐานเปลี่ยน คือสิ่งจำเป็นมาก
5. กระจุกตัวหุ้นตัวเดียว
การนำเงินทั้งหมดไปลงหุ้นเพียงตัวเดียว ทำให้พอร์ตเสี่ยงสูงมาก หากบริษัทนั้นมีปัญหา คุณอาจขาดทุนหนักทันที การกระจายการลงทุนไปหลายอุตสาหกรรมจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้พอร์ตมั่นคงขึ้น
ดังนั้น มือใหม่ควรหลีกเลี่ยงการ “เล่นตามอารมณ์” และเน้นการลงทุนอย่างมีระบบ เพราะตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ของความเร็ว แต่เป็นที่ของ “ความเข้าใจ + วินัย + การจัดการความเสี่ยง”
สรุปบทความ วิธีเล่นหุ้น
วิธีเล่นหุ้น ที่ถูกต้องไม่ใช่การคาดเดาว่าราคาจะขึ้นหรือลง แต่คือการเข้าใจธุรกิจที่เราลงทุนอย่างแท้จริง เลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแรงและมีโอกาสเติบโตในอนาคต ควบคู่กับการถือหุ้นในระยะยาวเพื่อให้เวลาเป็นตัวสร้างผลตอบแทน นอกจากนี้ยังต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายการลงทุน ไม่ทุ่มเงินทั้งหมดในสินทรัพย์เดียว และที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยทางการเงิน ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจ หากทำได้ต่อเนื่อง หุ้นจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ไม่ใช่การเก็งกำไรแบบเสี่ยงโชค
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ วิธีเล่นหุ้น
1. มือใหม่เริ่มเล่นหุ้นต้องมีเงินเท่าไหร่?
จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ บางโบรกเกอร์สามารถเริ่มลงทุนได้หลักร้อยหรือหลักพัน แต่แนะนำให้เริ่มด้วยเงินที่ “ไม่กระทบชีวิตประจำวัน” ก่อน เพื่อฝึกเรียนรู้ตลาด
2. เล่นหุ้นต้องเปิดบัญชีอะไร?
ต้องเปิด “บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์” กับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่ได้รับอนุญาตจาก Stock Exchange of Thailand เช่น บัญชี Cash Balance หรือ Cash Account
3. เล่นหุ้นเสี่ยงไหม?
มีความเสี่ยงแน่นอน เพราะราคาหุ้นขึ้นลงตามตลาดและผลประกอบการของบริษัท แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ:
- กระจายการลงทุน
- ศึกษาพื้นฐานบริษัท
- ไม่ใช้เงินกู้ลงทุน
